Thai / English

แถลงการณ์ “ความขัดแย้งทางการเมือง ผลกระทบกับแรงงาน”



06 พ.ค. 53
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)

ที่ คสรท. ฉบับพิเศษ/2553

แถลงการณ์

“ความขัดแย้งทางการเมือง ผลกระทบกับแรงงาน”

วันที่ 4 พฤษภาคม 2553

สถานการณ์ปัจจุบัน ความขัดแย้งทางการเมืองได้พัฒนาไปสู่ภาวะความขัดแย้งที่เริ่มฝังรากลึกเข้าไปสู่ความเกลียดชังต่อกันและกัน และเป็นความขัดแย้งที่อาจจะฝังรากลึกในสังคมไทยระยะยาว ซึ่งจากประสบการณ์ทางการเมืองของสังคมไทยที่ผ่านมา พวกเราพบว่าการเมืองบนพื้นฐานของความเกลียดชังมักจะนำไปสู่ความรุนแรงต่อกันและกันมาโดยตลอด ดังหลายเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต หากสังคมไทยยังเป็นไปในทิศทางดังกล่าวคงเลี่ยงต่อความรุนแรงครั้งใหญ่อีกครั้งไม่ได้

ขณะเดียวกันภาวะความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าวก็มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้แรงงานในเรื่องการจ้างแรงงาน เริ่มมีการลดการจ้างงานในบางกิจการ การปิดกิจการชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงานโดยตรง อย่างไรก็ตามในกรณีดังกล่าวนายจ้างและผู้ประกอบการจะต้องไม่ใช้ข้ออ้างในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองนำไปสู่การเลิกจ้าง หรือลดทอนสิทธิของผู้ใช้แรงงาน ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ของผู้ใช้แรงงานที่ผ่านมาวางอยู่บนความเสี่ยงของการจ้างแรงงานที่ไม่มีหลักประกันใด ๆ ที่จะรับรองคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ไม่ว่าจะเป็นระบบสวัสดิการสังคมที่ไม่เอื้อต่อการคุ้มครองผู้ใช้แรงงาน ลักษณะการจ้างงานที่เป็นรายวัน แบบรับเหมาช่วง รับเหมาค่าแรง ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะวิกฤติต่าง ๆ ขึ้นผู้ใช้แรงงานเหล่านี้ก็จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันก็เป็นข้ออ้างของนายจ้างที่จะออกมาเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก

ดังนั้นคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยจึงมีข้อเรียกร้องดังนี้

1.นายจ้างและผู้ประกอบการจะต้องไม่ฉวยโอกาสให้สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในการฉวยโอกาสในการเลิกจ้าง และลดทอนสภาพการจ้างงานของแรงงานในสถานประกอบการต่าง ๆ รวมทั้งวิธีการจ้างงานที่เลี่ยงกฎหมาย

2. รัฐบาลและกระทรวงแรงงานจะต้องสร้างกลไกการคุ้มครองแรงงานที่มีผลกระทบต่อการจ้างงานในภาวะวิกฤติทางการเมือง จะต้องตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการจ้างงานในสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมือง เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเลิกจ้างหรือผลกระทบอื่น ๆ ต่อผู้ใช้แรงงาน โดยจะต้องมีตัวแทนของผู้ใช้แรงงานเข้าไปเป็นกรรมการในระดับชาติ ขณะเดียวกันก็จะต้องพิจารณากลไกการคุ้มครองแรงงานทุกระดับในระยะยยาว เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตของผู้ใช้แรงงานอย่งแท้จริง

3. รัฐบาลและกระทรวงแรงงานจะต้องมีกองทุนเพื่อรองรับผลกระทบของการจ้างงานในภาะความขัดแย้งทางการเมือง โดยมีหลักการที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้แรงงาน และแก้ไขปัญหาของผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง

4. รัฐบาลและผู้ชุมนุม ตลอดจนประชาชนทั่วไปจะต้องไม่ก่อให้เกิดภาวะความเกลียดชังต่อกันและกัน ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่ฝังรากลึกจนไม่อาจเยียวยา ดังนั้นประชาชนทุกคนควรแสดงความเห็นและแสดงออกทางการเมืองบนพื้นฐานของความแตกต่างแต่เคารพในความเป็นมนุษย์ของฝ่ายที่คิดต่าง รวมทั้งไม่ใช้สื่อในไปทิศทางที่จะสร้างความเกลียดชังดังกล่าวด้วย

5. รัฐและผู้ชุมนุมจะต้องลดท่าทีการคุกคามต่อชีวิตของทุกฝ่ายรวมถึงประชาชนทั่วไป ทั้งนี้รัฐจะต้องไม่ใช้มาตรการทางกฎหมายใด ๆ ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงและเกิดการสูญเสีย ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมทุกฝ่ายก็จะต้องลดท่าทีหรือการชุมนุมในลักษณะที่คุกคามต่อผู้อื่น

6. รัฐและผู้ชุมนุมทุกส่วนจะต้องให้เสรีภาพในการนำเสนอและรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ไม่มีการปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นสื่อโดยกฎหมาย หรือการบุกรุกใช้กำลังต่อสื่อมวลชน ขณะเดียวกันองค์กรวิชาชีพและภาคประชาชนจะต้องเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการดูแลการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ไม่นำไปสู่การยั่วยุหรือการสร้างความเกลียดชังของทุกฝ่าย

ด้วยความนับถือ

นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย