Thai / English

แถลงการณ์แสดงจุดยืน “ติดตามข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากล”



03 พ.ค. 53
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)

แถลงการณ์แสดงจุดยืน “ติดตามข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากล”

ด้วยในปี ๒๕๕๓ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ได้มีมติร่วมในการจัดงานวันกรรมกรสากล ปี ๒๕๕๓ ร่วมกับคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ (สภาองค์การลูกจ้างต่างๆ) เพื่อมีจุดประสงค์หลักในการแสดงความเป็นเอกภาพของขบวนการแรงงาน เพื่อผลักดันให้รัฐบาลให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ILO ฉบับที่ ๘๗ และ ๙๘ตามที่ทราบแล้วนั้น อย่างไรก็ตาม คสรท. ขอแสดงจุดยืนและแถลงแจ้งต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานได้ทราบโดยทั่วกันว่า ประเด็นข้อเรียกร้องอื่นๆ ที่ คสรท. ได้ยื่นเรียกร้องต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และยังไม่ได้รับการแก้ไข พวกเราไม่ได้นิ่งนอนใจหรือละทิ้งไป ดังนั้นเนื่องในวันกรรมกรสากล ๒๕๕๓ นี้ คสรท. จะติดตามข้อเรียกร้องต่างๆ จาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

๑. การแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อคนงาน จากสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นได้ว่าผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบในสายอุตสาหกรรม และพื้นที่ต่างๆ โดยกระทรวงแรงงานไม่ได้มีการติดตามปัญหาด้านแรงงานในรูปแบบเชิงรุกอย่างใกล้ชิด ทั้งที่สถานการณ์ต่างๆ บางครั้งเกิดจากการฉวยโอกาสของนายจ้างในการลดต้นทุนทางด้านแรงงาน ไม่ใช่เพราะขาดทุนจากการประกอบกิจการ ดังนั้น คสรท. ขอติดตามความคืบหน้าดังนี้

๑.๑. การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสถานประกอบการที่มีปัญหาโดยกระทรวงแรงงาน จากปัญหาที่เกิดขึ้นมีสถานประกอบการจำนวนมากปิดตัวลง และเลิกจ้างคนงานจำนวนมากในพื้นที่ต่างๆ ในบางกรณีของบางสถานประกอบการนั้น เราไม่สามารถแน่ใจได้เลยว่ามีผลกระทบจากปัญหานี้จริงหรือไม่ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ คสรท. จะติดตามข้อเสนอในการให้กระทรวงแรงงานตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบสถานประกอบการที่มีการเลิกจ้างคนงานและปิดกิจการ” เพื่อตรวจสอบต้นตอของปัญหาที่แท้จริงที่เกิดขึ้นว่ามีสาเหตุมาจากอะไร และหากมีสาเหตุจากวิกฤตทางเศรษฐกิจจริงก็ให้หามาตรการในการช่วยเหลือในการฟื้นฟูที่เหมาะสม และหามาตรการในการช่วยเหลือคนงานด้วยในเวลาเดียวกัน

๑.๒. การตั้งตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือจ่ายเงินชดเชยแก่คนงานที่ไม่ได้รับค่าชดเชย โดยกระทรวงแรงงาน เนื่องจากหลายครั้ง หลายเหตุการณ์ ที่สถานประกอบการปิดตัวลงอย่างกะทันหัน และคนงานไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ ต้องไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในการฟ้องดำเนินคดีกับนายจ้าง ซึ่งใช้เวลานาน ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อตนเองและครอบครัวในการดำรงชีพ ดังนั้น คสรท. จะดำเนินการติดตามข้อเสนอให้กระทรวงแรงงานจัดสรรงบประมาณ ในการตั้งกองทุนเพื่อให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ไม่ได้รับค่าชดเชยจากสถานประกอบการ โดยใช้เงินกองทุนนั้นซึ่งเป็นของกระทรวงแรงงานจ่ายให้ลูกจ้างได้ทันทีเพื่อเป็นค่าชดเชย และให้กระทรวงแรงงานไปดำเนินการเรียกเก็บกับนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการเพื่อนำกลับเข้าคืนกองทุนต่อไป

๒. รัฐต้องรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ ๘๗ และ ๙๘ ซึ่งอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และสิทธิในการรวมตัวกันร่วมเจรจาต่อรอง เป็นอนุสัญญาแรงงานหลัก (Core Labour Standard) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ดังนั้นในฐานะภาคีร่วมของ ILO รัฐบาลไทยก็ควรประกาศให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาดังกล่าว และให้มีนโยบายด้านแรงงานในการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

๓. ให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ฉบับบูรณาการร่วมของผู้ใช้แรงงาน) ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันพบว่าการเข้าตรวจในโรงบาลคู่สัญญาแล้วได้รับการบิดเบือนว่า “ไม่มีการเจ็บป่วยที่สืบเนื่องมาจากการทำงาน” แม้ว่าในบางกรณีเห็นชัดเจนว่าเกิดจากอุบัติเหตุจากการทำงานก็ยังไม่มีการระบุ ทำให้เห็นว่าระบบวินิจฉัยทางการแพทย์มีการบิดเบือน เอื้อประโยชน์ต่อนายจ้าง และส่งผลเสียและผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงานเป็นอย่างมาก ดังนั้นเพื่อแก้กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นต่อผู้ใช้แรงงาน คสรท. จะติดตามผลักดันให้รัฐจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยบังคับใช้พระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตามข้อเสนอที่ขบวนการแรงงานผลักดันมาโดยตลอด

๔. รัฐบาลต้องยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยให้รัฐบาลมีนโยบายในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีศักยภาพพร้อมในการให้บริการแก่ประชาชน กระทรวงการคลังต้องจัดตั้งกองทุนพัฒนารัฐวิสาหกิจ และส่งเสริมให้มีผู้แทนของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ในคณะกรรมการกำกับนโยบายในรัฐวิสาหกิจ (ระดับชาติ) และให้มีผู้แทนของสหภาพแรงงานในคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง

๕. ประกันสังคม ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม มีความโปร่งใส มีส่วนร่วมของผู้ประกันตน และขยายการคุ้มครองไปสู่แรงงานนอกระบบ เนื่องจากปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมมีผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนถึงกว่าเก้าล้านคน และในอนาคตอันใกล้นี้ต้องขยายความคุ้มครองไปยังกลุ่มอาชีพอื่นๆ ซึ่งจะมีลูกจ้างเพิ่มมาในระบบประกันสังคมอีกจำนวนมาก แต่การบริหารงานของสำนักงานประกันสังคมยังมิได้มีการพัฒนาเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานเพื่อรองรับการเติบโตแต่อย่างใด ดังนั้นเพื่อเป็นการเปิดช่องทางในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารงานในรูปแบบขององค์การมหาชน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูประบบราชการของรัฐที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบงานราชการ และที่สำคัญให้มีการขยายการคุ้มครองไปสู่ผู้ใช้แรงงานส่วนอื่นที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครอง เช่นแรงงานนอกระบบ นอกจากนี้เรียกร้องสำนักงานประกันสังคมดำเนินการยกเลิกหลักเกณฑ์ในการจำกัดสิทธิของผู้ประกันตนไม่ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลและบำบัดทดแทน อีกทั้งรูปแบบการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานและกรรมการประกันสังคม ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยผู้ประกันตนทั้งหมดมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

๖. กรณีค่าจ้างที่เป็นธรรม จะเห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศไทยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ไม่พอเพียงต่อการดำรงชีพของคนงานในแต่ละวัน โดยขบวนการแรงงานไทยได้พยายามผลักดันให้เกิดค่าจ้างที่เป็นธรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้คนงานและครอบครัวดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐแต่อย่างใด ดังนั้น คสรท. จึงขอติดตามให้รัฐมีการกำหนดมาตรฐานค่าจ้างที่เท่าเทียมกันหรือใกล้เคียงกัน สำหรับงานประเภทเดียวกันในภูมิภาคอาเซียน เพื่อมิให้เกิดการย้ายฐานการผลิตภายในภูมิภาคไปสู่ประเทศที่มีมาตรฐานค่าแรงต่ำกว่า อันจะส่งผลกระทบต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ต้องถูกเลิกจ้างหากมีการย้ายฐานการผลิต ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิด “งานที่มีคุณค่า” (Decent Work) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ

๗. การคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ปัจจุบันรูปแบบการดำเนินเศรษฐกิจต้องมีการปรับตัว ผู้ประกอบการจำนวนมากเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยการลดต้นทุนการผลิต แรงงานนอกระบบมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของทุกประเทศ ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมเจริญเติบโตขึ้น แต่ในความเป็นจริงแรงงานนอกระบบ หรือแรงงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบยังไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิจากรัฐ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ คสรท. จะดำเนินการติดตามข้อเสนอต่อรัฐบาลในการออกกฎหมายคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ภายใต้หลักมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศและงานที่มีคุณค่า (Decent Work) และต้องขยายการคุ้มครองการบริการทางด้านสาธารณสุข ในรูปแบบของประกันสังคมให้คุ้มครองถึงแรงงานทุกระบบอย่างทั่วถึง โดยได้รับมาตรฐานเดียวกันกับแรงงานในระบบและจ่ายเงินสมทบตามอัตราส่วนที่เหมาะสม

๘. การคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ ประเด็นดังกล่าวนี้ในหลายประเทศไม่มีการพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่กำหนดในข้อตกลงแรงงานระหว่างประเทศ แม้จะมีการลงนามรับรองในปฎิญญาอาเซียนว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของแรงงานต่างด้าวไปแล้วสภาพการจ้างงานและการคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติและแรงงานทั่วไปยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีการตั้งคณะกรรมการระดับภูมิภาคเพื่อดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดย คสรท. จะติดตามให้รัฐบาลไทยมีแนวทางปฏิบัติในการคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับสิทธิแรงงานในประเทศนั้นในสายอาชีพเดียวกัน ทั้งในเรื่องของค่าจ้าง สิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย สิทธิในการรวมตัวการร่วมเจรจาต่อรอง สิทธิในการเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุขและอาชีวอนามัย ทั้งนี้เพื่อรองรับการย้ายถิ่นในการทำงาน หรือการอพยพแรงงานในอนาคตอันใกล้นี้

จึงแถลงให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานทราบโดยทั่วกัน แถลงเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓