Thai / English

แถลงการณ์พิเศษ-ฉบับชี้แจงข้อเท็จจริงและ“ไว้ทุกข์ให้รัฐสภาไทย เมื่อความปลอดภัยของคนงานมาทีหลัง”



12 พ.ย. 52
ประชาไท

แถลงการณ์พิเศษ-ฉบับชี้แจงข้อเท็จจริง

และ

“ไว้ทุกข์ให้รัฐสภาไทย เมื่อความปลอดภัยของคนงานมาทีหลัง”

กราบเรียน พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนที่เคารพรักทุกท่าน

ขณะนี้มีข่าวยืนยันแน่ชัดแล้วว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 23 ปีที่ 2 ครั้งที่ 25 สมัยสามัญนิติบัญญัติ ที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ คือ วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2552 จะไม่มีการหยิบยกร่าง พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. .... (ร่างภาคประชาชน) ที่เสนอโดย ส.ส.รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท จากพรรคประชาธิปัตย์ กับที่เสนอโดย ส.ส.สถาพร มณีรัตน์ จากพรรคเพื่อไทย รวม 2 ฉบับ นำมาบรรจุการพิจารณาในสภาฯ ร่วมกับร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ....ที่เสนอโดย คณะรัฐมนตรี, ส.ส.เจริญ จรรย์โกมล พรรคพลังประชาชน, ส.ส.สุชาติ ลายน้ำเงิน พรรคพลังประชาชน, ส.ส.นิติวัฒน์ จันทร์สว่าง พรรคชาติไทยพัฒนา, ส.ส.วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา รวมเสนอ 5 ฉบับ ซึ่งเรียกง่ายๆว่า ร่างรัฐบาล

ทั้งๆ ที่ในวาระการประชุมสภาฯ วันนี้ ได้มีการบรรจุการพิจารณาร่างกฎหมายภาคประชาชน 2 ฉบับนี้ไว้แล้ว ซึ่งอยู่ในหัวข้อที่ 5 เรื่องที่ค้างพิจารณา คือข้อที่ 5.71 กับ 5.72 โดยเป็นเรื่องที่ค้างมาจากการประชุมวันที่ 30 กันยายน 2552

โดย “สาเหตุสำคัญที่วันนี้จะไม่มีการนำร่างภาคประชาชนมาเสนอ เพราะหลักการและเหตุผลของกฎหมายทั้ง 2 ฝ่าย ขัดแย้งกันเอง”

1. ร่างรัฐบาลอ้างว่า ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี เครื่องมือ เครื่องจักร สารเคมีมาใช้ในกระบวนการผลิต แต่ผู้ใช้แรงงานยังขาดความรู้ความเข้าใจ จึงก่อให้เกิดอันตรายจากการทำงานจนบาดเจ็บ พิการ เสียชีวิต หรือเกิดโรคจากการทำงาน จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการควบคุม กำกับ ดูแล และบริหารจัดการด้านความปลอดภัยฯ อย่างเหมาะสม พูดง่ายๆคือ ต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยโดยตรง

ส่วนร่างภาคประชาชนอ้างว่า การประสบอันตรายและการเจ็บป่วยด้วยโรคอันเนื่องจากการทำงานมีแนวโน้มที่จะรุนแรงและก่อให้เกิดความสูญเสียมากขึ้น จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดตั้งสถาบันเพื่อส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พูดง่ายๆ คือ ต้องมีสถาบันขึ้นมาดูแลเรื่องความปลอดภัยโดยเฉพาะ

2. ร่างรัฐบาลฝากความหวังไว้ที่ ความร่วมมือ ความสมัครสมานสามัคคีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่จะสร้างให้เกิดพื้นที่ความปลอดภัยในการทำงานขึ้นมา ถ้านายจ้างไม่ทำตามมีโทษสูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 แสนบาท ส่วนภาครัฐทำหน้าที่เพียงเสนอแนะทางนโยบาย โดยมีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นฝ่ายข้อมูล และอธิบดีกรมสวัสดิการฯทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการบริหารกองทุนที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ เพื่อให้นายจ้างกู้ยืมไปส่งเสริมความปลอดภัยในที่ทำงาน

ส่วนร่างประชาชนเห็นว่า ควรมีการตั้งสถาบันขึ้นมาใหม่โดยตรง เป็นนิติบุคคลอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรมต. เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริม แก้ไขปัญหา พัฒนา จัดการทางการแพทย์ และตรวจสอบสถานประกอบการ โดยให้มีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ศึกษาวิจัย และจ่ายเป็นเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง ซึ่งมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน และอีกประการหนึ่งที่เป็นข้อควรพิจารณา คือ ในมาตรา 38 และ 41 เขียนว่า ให้โอนบรรดาอำนาจ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ รวมทั้งงบประมาณของกรมสวัสดิการฯ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันความปลอดภัยในการทำงาน กับ งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม ในส่วนที่เกี่ยวกับสำนักงานกองทุนเงินทดแทน ไปเป็นของสถาบันที่จะเกิดขึ้นตาม พรบ.ฉบับนี้

ฉะนั้น เมื่อทบทวนร่างกฎหมายทั้ง 2 ฝ่ายอย่างละเอียด จึงเห็นได้ชัดว่าจุดหักเหหรือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ร่างพ.ร.บ.ฉบับประชาชน จะหายไปในสภาฯ วันพรุ่งนี้ คือ เรื่อง “การถ่ายโอนอำนาจ ทรัพย์เงิน งบประมาณ จากกระทรวงแรงงานมาไว้ที่สถาบันแห่งใหม่นี้” ต่างหาก มากกว่าอยู่ที่ประเด็น “ความปลอดภัยของผู้ใช้แรงงาน” ที่กลายเป็นเรื่องที่มาทีหลัง

วันนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกำลังบอกให้ประชาชนอย่างเราๆรู้ว่า รัฐสภาภายใต้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 480 คน กำลังทำลายจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญทั้งปี 2540 และ 2550 ที่ให้ความสำคัญกับการยอมรับการมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายภาคประชาชนขึ้นมา

ดังนั้น เครือข่ายสนับสนุนและผลักดันการจัดตั้งองค์กรอิสระ 10 องค์กรจึงขอเรียกร้องต่อรัฐสภา นายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐสภานำร่าง พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ....... (ฉบับภาคประชาชน) เข้าประกบร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัย (ฉบับรัฐบาล) เข้าสภาโดยเร่งด่วนด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ พ.ร.บ.ที่กล่าวถึงความปลอดภัยได้มีเนื้อหาดังเจตนารมณ์ของผู้ใช้แรงงานและประชาชนทุกภาคส่วนที่ได้รณรงค์เคลื่อนไหวมาอย่างยาวนานได้บรรลุเป้าประสงค์ความปลอดภัยโดยเร็ว

2. ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนที่เข้าชื่อ 20 ชื่อเสนอร่างกฎหมายฯ ทั้ง 2 พรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย อย่าได้ถอนชื่อและถอนร่าง พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย (ฉบับภาคประชาชน) ออกจากการประกบร่าง พ.ร.บ.ฯ ของรัฐบาล

3. เราเครือข่ายฯ มาพร้อมเพรียงกันในครั้งนี้ขอแต่งชุดดำมาไว้ทุกข์ให้กับรัฐสภาไทย เมื่อมองเห็นชีวิตและความปลอดภัยของผู้ใช้แรงงานมาทีหลัง อำนาจและเงินตรา ที่มากำหนดจิตวิญญาณของพวกท่าน

“เราขอประทับมือสีดำนี้ลงบนแผ่นผ้าขาว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและความตาย บนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ ที่พวกท่านกำลังนำเข้าสภาอยู่ในขณะนี้”

เชื่อมั่นและศรัทธา

สภาเครือข่ายผู้ป่วยจากการทำงานฯ แห่งประเทศไทย, เครือข่ายแรงงานนอกระบบ

เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ, คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย

เครือข่ายเกษตรพันธะสัญญา, ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, เครือข่ายประชาชนภาค กทม.