"มาร์ค"แจกแหลก เยียวยาธุรกิจ-นายจ้าง-ลูกจ้างรับผลกระทบชุมนุม กนง.ชี้ปัจจัยลบไม่ระคาย ปรับจีดีพีโต 6%09 .. 53 เครือมติชน เมื่อวันที่ 8มิ.ย.2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาลว่าสำหรับมาตรการการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองว่า ครม.ได้สรุปและอนุมัติเงินไป เช่นการช่วยเหลือเรื่องค่าเช่าผู้ประกอบการช่วงเดือนเมษายน ซึ่งจะช่วยร้อยละ 70 ของค่าเช่า 1 เดือน โดยมีวงเงิน 331 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังได้มีการสำรวจลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างครบถ้วนแล้วทั้งที่อยู่ในระบบประกันสังคมและไม่ได้อยู่ โดยจะชดเชยให้เดือนละ 7,500 บาทนอกเหนือจากสิทธิที่ได้จากประกันสังคม เป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือนเป็นวงเงินงบประมาณ 34 ล้านบาท และยังมีข้อสรุปปัญหาเรื่องสถานที่ที่จะมีการขายของทั้งส่วนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเวซ็นเตอร์วัน โดยจะไปใช้พื้นที่ของห้างสรรพสินค้าแฟชั่นมอลล์ โดยได้มีการกำหนดคร่าวถงการยกเว้นค่าเช่าและส่วนที่รัฐจะเข้าไปช่วยเหลือเรื่องค่าเช่าที่เป็นตัวอาคาร หรือการก่อสร้างที่จะเกิดขึ้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าส่วนมาตรการเรื่องการท่องเที่ยวที่ผ่าน ครม.เศรษฐกิจมาแล้วนั้น 1.การขยายโครงการเรื่องสภาพคล่อง ที่มีวงเงินอยู่แล้วสำหรับเอสเอ็มอี ที่จะมีการปรับเงื่อนไขเรื่องของระยะเวลาปลอดการชำระคืนเงินต้นและอายุของหนี้ 2.การลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว โดยมีการยืดอายุบางมาตรการที่เกี่ยวกับการโรงแรม รวมไปถึงมาตรการการลดหย่อนภาษี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศ รวมไปถึงการอนุมัติโครงการเกี่ยวกับการตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศ
@ขยายวงเงินช่วยผู้ประกอบการเป็น4ล้าน เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายประดิษฐ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองใน 2 มาตรการ
คือ 1. มาตรการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการที่เดือดร้อน ที่ดำเนินการโดยธนาคารพัฒนาการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ โดยให้คงวงเงินเดิมที่ 5,000 ล้านบาท ที่ได้อนุมัติไว้ก่อนหน้านี้ แต่ให้ขยายวงเงินสินเชื่อต่อรายเพิ่มจากรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นคนละไม่เกิน 4 ล้านบาท จากข้อเสนอเดิมรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ MLR- 3% และต้องมีหลักทรัพย์และบุคคลค้ำประกัน ล่าสุดเอสเอ็มอีแบงก์ได้อนุมัติสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแล้ว 2,966 ล้านบาท หรือประมาณ 5,000 ราย หากวงเงิน 5,000 ล้านบาทไม่เพียงพอ ครม.ก็พร้อมจะขยายวงเงินสินเชื่อ
@เพิ่มลดหย่อนหนุนท่องเที่ยวเป็น15,000บาท นายประดิษฐ์ กล่าวว่า 2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยว เบื้องต้นจะมีทั้งหมด 5 เรื่อง คือ 2.1 การลดหย่อนภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาให้แก่ผู้เดินทางท่องเที่ยวในประเทศที่ซื้อแพคเกจท่องเที่ยวจากบริษัททัวร์ในประเทศที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย โดยนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินคนละ 15,000 บาท เพิ่มจากข้อเสนอเดิมที่ระบุไว้รายละไม่เกิน 12,000 บาท ซึ่งมีผลแล้วตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมาจนถึงสิ้นปีนี้ "ส่วนนี้ คาดว่าจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ประมาณ 3,300 ล้านบาท ส่วนที่ไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปนำค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวส่วนตัวมาหักลดหย่อนภาษี เพราะต้องการจะช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเป็นหลัก" นายประดิษฐ์ กล่าว @ออกบูธโรดโชว์ใน-นอกปท. หักรายจ่ายได้2เท่า นายประดิษฐ์ กล่าวว่า 2.2 การส่งเสริมการจัดงานนิทรรศการแสดงสินค้าหรือการออกบูธโรดโชว์ โดยอนุญาตให้บริษัทท่องเที่ยวที่ไปออกร้านหรือเข้าร่วมนิทรรศการแสดงสินค้าในประเทศและต่างประเทศ นำรายจ่ายมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า โดยมีผลบังคับใช้จนถึงสิ้นปี 2554 2.3 การส่งเสริมให้ภาคเอกชนที่จัดฝึกอบรมสัมมนาภายในให้แก่ลูกจ้างสามารถนำค่าใช้จ่ายค่าห้องสัมมนา ห้องพัก ค่าจัดการ ค่าขนส่ง ค่าอาหารหรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า
2.4 อนุญาตให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถนำรายจ่ายจากการซื้อทรัพย์สินประเภทอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ แต่ไม่รวมถึงยานพาหนะ มาหักค่าเสื่อมได้ในราคา 60% ในปีแรก ให้มีผลจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 และ2.5 เพิ่มสิทธิประโยชน์ในการหักค่าเสื่อมของรถยนต์นั่งหรือรถโยสารไม่เกิน 10 ที่นั่งในธุรกิจท่องเที่ยว สามารถหักค่าเสื่อมได้เต็มราคาจากเดิมที่หักได้แค่ 1 ล้านบาท แต่หากเอกชนได้เช่ารถมาแล้วก็นำมาค่าเช่ารถยนต์มาหักได้เต็มจำนวน จากเดิมหักรายจ่ายได้ไม่เกินเดือนละ 36,000 บาท @ออกมาตรการภาษีช่วยบ.ประกันภัย นายประดิษฐ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบมาตรการภาษีเกี่ยวกับการประกันภัย โดยกำหนดให้บริษัทประกันภัยสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการจ่ายเงินทดแทนที่จ่ายให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ชุมนุมมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในการเสียภาษี รวมทั้งให้ยกเว้นภาษีจากค่าสินไหมหรือเงินที่ได้รับจากบริษัทประกันภัยในส่วนที่เกินจากมูลค่าทรัพย์สินที่เสียหายด้วย คาดว่าจะทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียรายได้ประมาณ 4,000 ล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับรายได้ที่ได้กลับคืนมาในรูปของภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ถือว่าคุ้มค่ากว่ามาก นายประดิษฐ์กล่าว นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม.ว่า การอนุมัติงบประมาณ จำนวน 360 ล้านบาทให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อนำไปใช้ดำเนินงานตามแผนกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศนั้น ยังไม่มีการนำเสนอเรื่องต่อที่ประชุมครั้งนี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดแผนการใช้งบประมาณที่ชัดเจนสำหรับมาตรการภาษีช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเพื่อเสนอขออนุมัติจากครม. อีกครั้ง เบื้องต้น กระทรวงการคลังแจ้งว่า มาตรการทางภาษีนั้นจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ยกเว้นมาตรการเรื่องจัดซื้อแพ็คเกจทัวร์จะออกเป็นกฎกระทรวง @ช่วยลูกจ้างนอก-ในระบบประกันสังคม นายวัชระ กล่าวว่า ที่ ประชุม ครม.ยังมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ชุมนุม ตามที่คณะกรรมการชุดที่มีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนำเสนอ โดยแยกเป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับลูกจ้างนอกระบบประกันสังคมที่มีจำนวน 1,325 คน ในอัตราคนละ 7,500 บาท เป็นเวลาสูงสุดไม่เกิน 6 เดือน หากได้งานทำก่อนจะจ่ายให้ตามจริง เช่นเดียวกับลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคม จำนวน 2,242 คน ที่ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลเพิ่มเติมคนละ 7,500 บาท เป็นเวลา 6 เดือน
@อนุมัติเงินช่วยค่าเช่าผู้ประกอบการรายใหญ่ นายวัชระ กล่าวว่า นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติจ่ายเงินค่าเช่าที่แทนผู้ประกอบรายย่อยให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ เจ้าของสถานที่ ในบริเวณย่านราชประสงค์ และพื้นที่ใกล้เคียง ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์วางเพลิงในวันที่ 19 พฤษภาคม วงเงิน 311 ล้านบาท หลังจากที่ได้เจรจาต่อรองลงมา จากวงเงินเดิมที่ผู้ประกอบการเสนอมาทั้งหมด 441 ล้านบาท และยังมีมติเห็นชอบและรับทราบความคืบหน้ามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม เพิ่มเติม คือ 1.การจัดหาพื้นที่ขายสินค้าในบริเวณสยามสแควร์ให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งก่อนหน้านี้ ครม. ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 88 ล้านบาทให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินการก่อสร้างอาคารกึ่งชั่วคราวและกึ่งถาวร เบื้องต้นจุฬาฯ รับข้อเสนอช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่ร้านค้าไม่ถูกไฟไหม้ โดยไม่เรียกเก็บค่าเช่าเป็นเวลา 1 เดือน ใช้เงิน 65 ล้านบาท และยืดการชำระค่าเช่า ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนาย 2553 โดยไม่มีดอกเบี้ย ส่วนผู้ประกอบการที่ร้านค้าถูกไฟไหม้ จะไม่เรียกเก็บค่าเช่าเป็นระยะเวลา 6 เดือน คิดเป็นวงเงิน 69.4 ล้านบาท รวมเป็นวงเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมด 135 ล้านบาท ซึ่งจุฬาฯ ระบุว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะคิดรวมอยู่ในงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้จำนวน 88 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกินมา จุฬาฯจะรับผิดชอบเอง นายวัชระ กล่าวว่า 2. การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย ที่เซ็นเตอร์วัน อยู่ระหว่างการเจรจาต่อรองกับธนาคารทิสโก้ เจ้าของห้างแฟชั่นมอลล์ ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่จะเข้าไปใช้สถานที่จำหน่ายสินค้าชั่วคราว โดยไม่เก็บค่าเช่าเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกับที่บริเวณสยามสแควร์ หลังจากที่ธนาคารทิสโก้ตอบกลับมาว่า ช่วยเหลือได้ 3 เดือน ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ คณะกรรมการฯรายงานว่า ส่วนระยะเวลา 3 เดือนที่เกินจากที่ธนาคารทิสโก้ช่วยเหลือนั้น รัฐบาลจะช่วยจ่ายค่าเช่าให้ โดยกำหนดวงเงินไว้ที่เดือนละ 2.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นวงเงินรวม 7.5 ล้านบาท
@กนง.ส่งสัญญาณปรับจีดีพีโตถึง6% เหตุส่งออกยังดี
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า หากสถานการณ์ทางการเมืองและประเด็นปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศยุโรปไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ก็คาดว่าการประชุม กนง.ครั้งต่อไปในเดือนกรกฎาคมนี้ มีความเป็นไปได้ที่ กนง.อาจจะปรับประมาณการจีดีพีในส่วนของกรอบบนปี 2553 เพิ่มขึ้น เป็นขยายตัวไม่ต่ำกว่า 6% จากปัจจุบันที่คาดว่า จีดีพีปี 2553 จะขยายตัวที่ 5.8% ขณะที่กรอบล่างอาจจะยังคงไว้ที่กรอบเดิมคือ 4.3% อย่างไรก็ตาม คงต้องหารือร่วมกันกับ กนง.เพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจนอีกครั้ง "ความจริงมีการคุยกันถึงตัวเลขจีดีพีตั้งแต่การประชุมครั้งที่ผ่านมาแล้ว โดยที่ประชุมก็มีความเห็นว่า ค่าเฉลี่ยทั้งปีที่ 6% มีโอกาสที่จะเป็นไปได้ โดยเป็นผลจากการส่งออกที่ดี และถ้าดูเฉพาะไตรมาสแรกเพียงไตรมาสเดียวก็ขยายตัวสูงถึง 12% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานปีที่แล้วต่ำ ทั้งนี้ หากพิจารณาในช่วงที่เหลือของปีนี้ อย่างไตรมาส 2 ที่ยังต้องติดตามว่าจะติดลบหรือทรงตัว แต่ก็คาดว่าในช่วงไตรมาส 3-4 ปีนี้จะกลับมาปรับตัวดีขึ้น ค่าเฉลี่ยประมาณการทางเศรษฐกิจทั้งปี 2553 ขยายตัวที่ 6% ก็น่าจะมีความเป็นไปได้" นายพรายพลกล่าว นายพรายพลกล่าวว่า หากไม่มีประเด็นที่สร้างแรงกดดันให้กับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ก็มีโอกาสที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นได้เช่นกัน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันถือเป็นระดับที่ต่ำมากและในการประชุมครั้งที่ผ่านมา กนง.ได้มีการหารือกันว่าอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมในปีนี้ควรอยู่ที่ระดับใด เพียงแต่ยังไม่มีข้อสรุปออกมาชัดเจน ทั้งนี้ เชื่อว่าหากจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็จะเป็นการปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป |