Thai / English

จุดเปลี่ยนตลาดแรงงานจีน ขาดคน-หมดเวลา ศก.ต้นทุนต่ำ



07 .. 53
เครือมติชน

เศรษฐกิจจีนที่เคยเติบโตจากการเป็นฐานผลิตต้นทุนต่ำกำลังเดินมาถึง จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังเกิดการ สไตรก์ของพนักงาน "ฮอนด้า มอเตอร์" และโศกนาฏกรรม 10 ศพ ในบริษัท "ฟ็อกซ์คอนน์ เทคโนโลยี" ผู้อยู่เบื้องหลังสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังของค่ายแอปเปิล เดลล์ และเอชพี

บทสรุปหลังเหตุการณ์ดังกล่าวลงเอยด้วยการที่ฮอนด้ายอมขึ้นเงินเดือน 24% ให้พนักงานแลกกับการเปิดโรงงานประกอบชิ้นส่วนอีกครั้งหลังปิดดำเนินการไปหลายวัน ส่วนฟ็อกซ์คอนน์ฯตัดสินใจขึ้นค่าเหนื่อย 30% หลังพนักงานฆ่าตัวตายไปแล้ว 10 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานอายุน้อย

"เอพี" รายงานว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานจีน และความไม่พอใจของแรงงานที่นับวันยิ่งเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในการผลิตสินค้าราคาถูก โดยปัญหาหลัก ๆ อยู่ที่การดึงดูดแรงงานอายุน้อยให้มาร่วมงาน และรักษาคนเหล่านี้ไว้ เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ยุคมั่งคั่ง คนในเจเนอเรชั่นใหม่จึงไม่อยากอดมื้อกินมื้อเหมือนคนรุ่นก่อน และจะไม่ทนทำงานในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่และได้ค่าแรงต่ำ

"หวัง หยาง" ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนในกวางตุ้ง ซึ่งสนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมจากเดิมที่พึ่งพาการส่งออก สินค้าเทคโนโลยีต่ำและราคาถูกระบุว่า แรงงานที่เกิดในยุค 80 และ 90 ต้องการการเอาใจใส่และยอมรับมากขึ้น รวมทั้งต้องการแรงกระตุ้นเพื่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงาน

บรรดานายจ้างต่างส่งเสียงบ่นถึงความยากลำบากในการควานหาพนักงานรุ่นใหม่ และรักษาคนเหล่านี้ให้อยู่ในองค์กรนาน ๆ ซึ่งปัญหานี้ครอบคลุมทั้งแรงงานที่มีทักษะและขาดทักษะ ทำให้นายจ้างต้องสัญญาจะให้โบนัสก้อนโตแลกกับการที่พนักงานยอมทำงานในช่วงเทศกาลตรุษจีน เพื่อเร่งงานให้เสร็จทันกำหนด

"ชาง ไค" ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานจากมหาวิทยาลัยเหรินหมินกล่าวว่า เศรษฐกิจจีนไม่สามารถพึ่งพาแรงงานที่ถูกบีบค่าตอบแทนได้อีกต่อไป เพราะแรงงานไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้แล้ว

"ลี่ เกียง" ผู้ก่อตั้งกลุ่มไชน่า เลเบอร์ วอตช์มองว่า แม้ว่าค่าแรงจะเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบกับค่าครองชีพแล้วก็ยังถือว่าต่ำอยู่ดี

กรณีนี้กลายเป็นบทเรียนสำหรับบริษัทอื่น ๆ ที่ต้องเดิมพันกับความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของแรงงานรุ่นใหม่กับความเป็นจริงของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่การแข่งขันรุนแรง

"จิน ไป่" หัวหน้าสถาบันวิจัยด้านอุตสาหกรรม สถาบันสังคมศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า กรณีของฟ็อกซ์คอนน์ฯสะท้อนปัญหาใหญ่ของจีน คือคนไม่ใช่เครื่องจักร

ขณะที่มาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้นและความภูมิใจในตัวเองจะทำให้บริษัทค้นพบวิธีที่จะดูแลพนักงานของตัวเองได้ดีขึ้น ภายใต้เงื่อนไขด้านการแข่งขันที่รุนแรง

ด้าน "รอยเตอร์ส" ระบุว่า การปรับขึ้นค่าแรงของศูนย์กลางผลิตโลกอาจจะทำให้เกิดปัญหาต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากกำไรที่ลดลงของบริษัทและต้นทุนเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้บริโภค แต่ขณะเดียวกันก็จะช่วยเพิ่มการบริโภคในประเทศและแก้ปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก

"ติง ลู่" นักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ ออฟ อเมริกา-เมอร์ริล ลินช์ กล่าวว่า หากจีนต้องการสร้างโมเดลการเติบโตใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคก็จะต้องหาช่องทางที่จะกระจายจีดีพีไปยังกลุ่มแรงงานให้มากขึ้น หากจีนต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนก็จะต้องโฟกัสไปที่การกระจายความมั่งคั่งมากกว่าเน้นตัวเลขการเติบโต

อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นค่าแรงของฮอนด้าและฟ็อกซ์คอนน์ฯเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ที่เกิดขึ้นในภาคการผลิตจีน ซึ่ง ค่าจ้างของแรงงาน 150 ล้านคนในจีนเพิ่มขึ้น 19% ในปี 2551 และ 16% ในปี 2552 แม้การส่งออกถูกกระทบจากวิกฤตการเงิน

ทว่า "แมกกี้ หลี่" นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ "เมอร์เซอร์" มองว่า ระดับรายได้ในจีน โดยเฉพาะแรงงานในโรงงานผลิต (blue-collar) มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดจะลดลง และเทรนด์นี้จะรวดเร็วขึ้นตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นไป

นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดแรงงานจีนซึ่งจะเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่อุดมด้วยแรงงานไปสู่การขาดแคลนแรงงาน และจะทำให้ค่าเหนื่อยของคนงานเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในส่วนของแรงงานไร้ทักษะ

สอดคล้องกับรายงานของ นิวยอร์ก ไทมส์ ที่ระบุว่า ส่วนหนึ่งของปัญหาขาดแรงงานมาจากอัตราการเกิดที่ลดลง และการที่คนแห่ศึกษาในมหาวิทยาลัยมากขึ้น ทำให้แรงงานจีนรุ่นใหม่เข้าสู่โรงงานลดลง ไม่เพียงพอกับความต้องการของนายจ้าง

แม้แรงงานจีนจะมีบทบาทมากขึ้น และมีค่าแรงเพิ่มขึ้นปีละราว 8% แต่ก็ไล่ไม่ทันเศรษฐกิจที่โตในระดับเลข 2 หลัก ซึ่งเมื่อดูส่วนแบ่งของแรงงานต่อรายได้รวมกลับ ลดลงสู่ระดับ 39.7% ในปี 2550 จาก 53.4% ในปี 2539 ขณะที่ส่วนแบ่งของบริษัท ในช่วงเดียวกันนี้เพิ่มขึ้นเป็น 31.3% จาก 21.2%

"หยาง ยี่หย่ง" ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของคณะกรรมาธิการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ระบุว่า ระดับรายได้ในจีนต่ำมากเป็นเวลานาน ทำให้ส่งผลต่อความต้องการบริโภคในประเทศ

ถึงแม้ทางการจีนจะงัดมาตรการเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย แต่การปรับเพิ่มรายได้เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด โดย "หวัง ฮั่น" นักเศรษฐศาสตร์จาก CEBM มองว่า การขึ้นค่าจ้าง 100% ให้แรงงานรายได้จะช่วยสร้างการบริโภคได้ 70-90%

แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญ การปรับขึ้นค่าแรงก็อาจทำให้จีนเกินดุลการค้าลดลง และต้นทุนการผลิตสินค้าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนชะลอจาก 11% ต่อปี เหลือ 9%

"ริชาร์ด วุยส์สตีก" ประธานหอการค้าอเมริกันในฮ่องกงระบุว่า ก่อนหน้าที่จะมี การสไตรก์ ผู้ผลิตและผู้ซื้อสินค้าราคาถูกก็เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ อาทิ เวียดนาม และกัมพูชา เพราะต้องการหาแหล่งผลิตที่มีความน่าสนใจในเรื่องค่าจ้างที่ยังต่ำ