Thai / English

รัฐบาลยัน1เม.ย.ได้แน่! ค่าแรง300บาท

นายกฯเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจการบ้าน ยันค่าแรง 300 บาท ได้แน่ 1 เม.ย. "กิตติรัตน์"มั่นใจรัฐเก็บรายได้เข้าเป้า 1.98 ล้านล้าน

09 .. 55
กรุงเทพธุรกิจ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกรัฐมนตรีและหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าประชุมหารือ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินนโยบายตามที่ได้แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรไว้และภายหลังที่งบประมาณปี 2555 ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วเช่นกัน รวมทั้งสิ้น 16 นโยบาย

ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบายด้านเศรษฐกิจ ทางกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ ได้ทำการจัดเก็บรายได้และสนองงานตามนโยบายที่ตั้งไว้ซึ่งเป็นไปตามแผนงาน เช่น นโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรน้ำมันดีเซล ต้องมีการมาหารือกันอีกครั้ง ซึ่งหากชะลอการจัดเก็บออกไปก็สามารถทำได้หรือหากจะดำเนินการจัดเก็บก็ต้องกำหนดวันอีกที เชื่อว่า จะสามารถจัดเก็บรายได้เข้ารัฐได้ตามเป้า 1.98 ล้านล้านบาท

ในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ตามแผนที่ว่าไว้ เช่น นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่องและ 40% ทั่วประเทศ ยังคงเป็นไปตามแผนเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 1 เมษายน 2555 นโยบายการรับจำนำข้าวตันละ 15,000 บาท เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลนาปีปีการผลิต54/55 ในวันที่ 29 ก.พ. นี้ จะเปิดโครงการเพื่อรับจำนำข้าวในฤดูกาลนาปรังทันที

นโยบายด้านราคาสินค้าเกษตรจะดำเนินการแก้ปัญหาในระยะสั้นก่อนและวางแผนเพื่อรับการเพาะปลูกในฤดูกาลหน้า รวมถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร รัฐบาลก็จะช่วยแก้ปัญหาในระยะสั้น โดยประสานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง องค์การคลังสินค้า ตลาดล่วงหน้าสินค้าเกษตร เข้าไปจัดระบบราคาสินค้าเกษตรให้เหมาะสม รองรับฤดูการผลิตปีหน้า

ด้านนโยบายบัตรเครดิตเกษตรกร คาดว่าใน 3-4 เดือน เกษตรกรจะได้บัตรเครดิตเพื่อซื้อวัตถุดิบในการผลิตได้ เพราะขณะนี้ทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)และกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินงานและจะประสานกับร้านค้าที่มีความสนใจเข้าร่วม โครงการ รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชน จะเดินหน้าโครงการกองทุนหมู่บ้าน กองทุนพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน(SML) กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และกองทุนตั้งตัวได้

ขณะที่ นายวิม รุ่งวัฒนะจินดา เลขานุการัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุมตามงานของนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดให้โครงการต่างๆ ที่รัฐบาลได้หาเสียงไว้จะต้องดำเนินโครงการให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้แต่ละเดือนมีโครงการออกมาอย่างน้อย 2 โครงการเป็นประจำ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึงด้วย ส่วนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก จะใช้เวลามาก นายกรัฐมนตรีก็ได้เร่งรัดให้เจ้ากระทรวงที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันโครงการให้ เกิดขึ้นโดยเร็ว

"ยอมรับว่า มีบางโครงการมีความล่าช้าในส่วนของนโยบายการปฏิบัติงานอยู่บ้างซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับทุกนโยบาย เช่น ด้านความมั่นคง ด้านยาเสพติด และด้านการศึกษา ถือว่าเป็นการรายงานความคืบหน้าและถือเป็นโอกาสดีที่รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเดินทางมาเจอกันเพราะมีหลายเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน ในช่วง 6 เดือนที่เข้ามาเป็นรัฐบาลและได้หาเสียงไว้เพื่อให้หลายโครงการมีความสมบูรณ์ขึ้น"นายกิตติรัตน์ กล่าว