Thai / English

ผมมีโอกาสพานักศึกษาของโครงการเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา โดยได้ดูงานที่สำคัญ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ Tokyo Stock Exchange (TSE) และโรงงานกำจัดขยะของกรุงโตเกียว 

แต่ประเด็นที่อยากนำเสนออาจไม่ได้ เกี่ยวกับทั้งสองสถานที่ แต่เป็นสิ่งที่พบเห็นในระหว่างการเดินทางตามสถานที่ต่าง ๆ นั่นคือการทำงานของ แรงงานผู้สูงวัยในญี่ปุ่น

กล่าวคือ เมื่อเดินทางไปในที่ใดก็จะพบว่าพนักงานที่ทำงานต่าง ๆ เช่น การเก็บค่าผ่านทาง การดูแลการจราจรในที่จอดรถ หรือการทำความสะอาด จะเป็นแรงงานผู้สูงอายุ และบุคคลเหล่านี้ทำงานด้วยความรักในการทำงาน สังเกตได้จากความตั้งใจและเอาใจใส่กับงานอย่างเต็มที่ และรู้สึกว่างานที่ตัวเองได้ทำเป็นงานที่มีเกียรติ 

ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อยู่ในลำดับต้น ๆ ของประเทศที่มีประชากรที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง จึงต้องมีแนวทางในการบริหารจัดการสังคมผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในมุมมองเชิงเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งแนวทางการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้ทำงานตามอัตภาพเป็นหนึ่งในนโยบายด้าน สังคมและเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจ และเป็นที่ยอมรับของประชาชน

สำหรับประเทศไทย แนวคิดของสังคมผู้สูงอายุเริ่มมีการกล่าวถึง เนื่องจากสังคมไทยจะก้าวสู่การเป็นสังคมของผู้สูงอายุ คือ โครงสร้างอายุของประชากรจะมีลักษณะเป็นพีระมิดหัวกลับ หมายความว่าประชากรสูงอายุจะเริ่มมีสัดส่วนที่มากขึ้น และประชากรในวัยเด็กและวัยทำงานจะมีสัดส่วนที่ลดลง 

จากโครงสร้างนี้ จะส่งผลกระทบที่สำคัญ คืออัตราส่วนของการพึ่งพิงจะอยู่ในระดับที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ประเทศไทยมีการจำกัดอายุการทำงานของผู้สูงอายุ เช่น การเกษียณของข้าราชการที่อายุ 60 ปี หรือการเกษียณในแรงงานภาคอุตสาหกรรมที่อายุน้อยกว่า 55 ปี เป็นต้น ผลที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ระดับของรายได้ของผู้สูงอายุลดลงในทันทีเมื่อเกษียณ ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมผู้สูงวัยที่อยู่นอกระบบ ในรายที่เป็น ข้าราชการก็จะได้รับบำเหน็จหรือบำนาญและความคุ้มครองในด้านการรักษาพยาบาล จากภาครัฐที่อาจเพียงพอต่อการดำรงชีวิต ซึ่งอยู่ที่ระดับร้อยละ 60-70 ของเงินเดือนเดิมที่ได้รับ 

ในขณะที่กลุ่มของแรงงานจากโรงงาน อุตสาหกรรมก็จะได้รับเงินจากประกันสังคม ซึ่งจากสูตรการคำนวณนั้น โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณไม่เกินร้อยละ 50 ของเงินเดือนเดิม ในกลุ่มนี้อาจส่งผลต่อระดับความเป็นอยู่ของแรงงานภายหลังการเกษียณ และแรงงานในกลุ่มนี้เองก็ไม่มีความสามารถในการประกอบอาชีพอื่น ๆ เนื่องจากอยู่ในภาคอุตสาหกรรมมาเป็นเวลานาน ทักษะความชำนาญจะมีเฉพาะในการทำงานที่จำเพาะเจาะจงมาก และอาจมีปัญหาด้านสุขภาพ 

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในเชิงเศรษฐกิจ ได้แก่ การที่ประเทศก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลต่อภาคการผลิตอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ เช่น การจ้างงาน การทดแทนแรงงาน การถ่ายทอดประสบการณ์ หรือการจัดการความรู้ระหว่างรุ่น (Knowledge management) เป็นต้น ในขณะที่ภาระทางเศรษฐกิจที่เป็นภาคการเงินการคลังของรัฐจะมีมากขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศที่จะสูงขึ้น รายได้ของรัฐบาลลดลงจากการที่เก็บภาษีได้ลดลง ส่งผลให้ภาระทางการคลังของประเทศเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงระดับความมั่นคงของกองทุนประกันสังคมอาจลดลง และส่งผลต่อระดับการออมและการลงทุนของประเทศในอนาคต 

ดังนั้น รัฐบาลจึงควรหามาตรการดำเนินการที่เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับ โดยปัจจุบันรัฐบาลมีความมุ่งเน้นที่จะยกระดับความเป็นอยู่ผ่านนโยบายการให้ ความช่วยเหลือผู้สูงอายุ เช่น ในการให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุรายเดือน ซึ่งนโยบายเหล่านี้อาจเป็นลักษณะของการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

แนวทางที่รัฐพึงต้องให้การสนับสนุนอาจคล้ายคลึงกับประเทศญี่ปุ่น คือการสร้างกระบวนการทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการยกระดับความเป็น อยู่ของผู้สูงอายุ ในขณะเดียวกันก็เป็นการรักษาระดับผลได้ทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม 
ตัวอย่าง เช่น การขยายอายุการทำงานของแรงงานที่ยังมีความรู้ความสามารถ ยังมีกำลังเพียงพอที่จะทำงาน ซึ่งปัจจุบันอาจมีการดำเนินการในบางอาชีพ เช่น การขยายอายุงานของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หรือการต่ออายุการทำงานให้ผู้พิพากษา หรืออัยการ เป็นต้น 

แต่การดำเนินการนี้เป็นการดำเนินการภายใต้การขาดแคลนบุคลากรในสาขาอาชีพ แต่ไม่ได้เป็นการคำนึงการรองรับสังคมผู้สูงอายุเป็นสำคัญ 

อย่างไรก็ดี การดำเนินการนี้อาจมีอุปสรรคประการสำคัญประการหนึ่ง คือค่านิยมและวัฒนธรรมของการดูแล ผู้สูงอายุด้วยระบบครอบครัว ซึ่งอาจทำให้มองว่าผู้สูงอายุที่มาทำงานเกิดจากการขัดสน บุตรหลานไม่ได้ดูแล ในขณะเดียวกันบุตรหลานเองก็อาจเป็นห่วง ในสุขภาพซึ่งในทางปฏิบัติของนโยบายนี้จึงควรเริ่มจากความสมัครใจ การส่งเสริมให้เกิดอาชีพที่มีความหลากหลาย และอยู่ในวิสัยที่ผู้สูงอายุจะทำได้ หรือการให้

ผู้สูงอายุถ่ายทอด ประสบการณ์ให้กับบุคคลรุ่นหลัง เพื่อเป็นการจัดการความรู้จากรุ่นสู่รุ่น และการเตรียมความพร้อมก่อนที่ผู้สูงอายุจะถึงวัยเกษียณ เพื่อให้เกิดทักษะที่นอกเหนือจากการทำงานตามปกติ 

แนวนโยบายที่ควร ได้รับการส่งเสริมเพิ่มเติม คือการสร้างวัฒนธรรมการออมระยะยาว เป็นแนวทางที่จะช่วยสนับสนุนให้ระดับรายได้ของผู้สูงอายุมีความมั่นคงมาก ขึ้น ซึ่งการออมนี้เป็นการออมที่นอกเหนือจากการที่แรงงานต้องจ่ายเข้ากองทุน ประกันสังคม โดยแรงงานควรมีการออมตามสัดส่วนของรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นตามอายุการทำงาน เพื่อให้สามารถนำเงินจากการออมในส่วนนี้มาช่วยเป็นรายได้ในอนาคต ปัจจุบันการดำเนินการนี้อาจยังมีอยู่อย่างจำกัด

หากประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม มีส่วนในการร่วมมือกันดำเนินการตามที่นำเสนอมา ผมเชื่อมั่นว่า อย่างน้อยเราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วยความพร้อม ทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน