Thai / English

“วันกรรมกรสากล” หรือวัน MAY DAY มีประวัติมาจากการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพ โดยเริ่มมาจากประเทศในยุโรปและอเมริกา ประมาณช่วงศตวรรษที่ 19 จากผลพวงของการกดขี่ขูดรีดของพวกชนชั้นศักดินา ขุนนางและเจ้าที่ดินในสังคมเกษตรกรรม ทำให้ชาวนาที่ถูกกดขี่ได้ลุกฮือขึ้นต่อสู้กับนายทาส ไม่ยอมตกเป็นทาสของพวกชนชั้นกระฎุมพีอีกต่อไป ประกอบกับสังคมในยุคนั้นเริ่มเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรมทำให้ชาวไร่ชาวนาต้องอพยพไปเป็นลูกจ้างในเขตเมืองอุตสาหกรรม เนื่องจากต้องการหนีสภาพของการกดขี่ขูดรีดผลผลิตจากพวกนายทุนและพ่อค้าคนกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นที่เรียกกันว่าเป็น “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” ซึ่งอยู่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 ส่งผลให้ผู้คนต่างอพยพจากการผลิตภาคเกษตรกรรมไปเป็นคนงานภาคอุตสาหกรรมในโรงงานต่างๆ ต้องทนกับการถูกกดขี่ขูดรีดในรูปแบบใหม่จากนายทุนอุตสาหกรรม คือการถูกบังคับใช้แรงงานทาสที่ต้องทำงานหนักถึงวันละ 16-18 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุดสุดสัปดาห์ รวมทั้งไม่มีมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิการต่างๆ

การต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตนเองให้พ้นจากการเป็นแรงงานทาสได้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในปลายศตวรรษที่ 18 การเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้ให้ลดชั่วโมงการทำงานลงได้เริ่มขยายวงกว้างลุกลามไปในหลายประเทศทั้งยุโรป อเมริกา ละตินอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย และมีการนัดหยุดงานในอเมริกาหลายพันครั้งในช่วงปี ค.ศ.1884 ถึง 1886 และในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1886 ได้จัดให้มีการชุมนุมเดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้ลดชั่วโมงการทำงานลงให้เหลือวันละ 8 ชั่วโมง ซึ่งมีคนงานเข้าร่วมชุมนุมเดินขบวนนับแสนคน  เป็นผลให้พวกนายทุนที่ได้อำนาจรัฐ (เป็นรัฐบาลอยู่ในขณะนั้น) ใช้อาวุธทุบตี ขว้างปาระเบิด และยิงเข้าใส่คนงานที่มาชุมนุมเดนขบวน จนบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือก็ถูกจับกุมคุมขังและหลายคนถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิตในข้อหากบฏ

ขบวนการแรงงานในแคนาดา อเมริกา และประเทศต่างๆ ในยุโรป ได้พร้อมใจกันชุมนุมเดินขบวนเรียกร้องเพื่อให้มีการลดชั่วโมงทำงานลงอีกครั้งในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1890 ขณะนั้นการนัดหยุดงานของคนงานในแทบทุกกิจการอุตสาหกรรมได้ขยายกว้างไปทั่วโลก และจากการต่อสู้อย่างมีจิตสำนึกทางชนชั้น เพื่อปลดปล่อยตนเองจาการถูกกดขี่ขูดรีดจากพวกนายทุนทั่วโลกนี้เอง ที่มีผลให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลกยอมรับและออกกฎหมายประกาศใช้ระบบสามแปด คือ ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง พักผ่อนวันละ 8 ชั่วโมง และศึกษาหาความรู้วันละ 8 ชั่วโมง ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกจึงได้ร่วมกันกำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม 1890 เป็น “วันกรรมกรสากล” ครั้งแรก

และมติดังกล่าวได้เริ่มปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1890 จนถึงปัจจุบัน ให้ถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันสำคัญของชนชั้นกรรมชีพทั่วโลก โดยให้เป็นวันที่กรรมกรทั่วโลกจัดให้มีการชุมนุมเดินขบวน เพื่อสร้างวัฒนธรรมการต่อสู้ให้หลุดพ้นจากการกดขี่ขูดรีด เพื่อประกาศตนเป็นอิสรเสรีภาพของชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก และเพื่อระลึกถึงชัยชนะครั้งแรกของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งได้มาจากการต่อสู้อย่างพร้อมเพรียงกันของกรรมกรทั่วโลก จึงเรียกวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปีว่าเป็น “วันกรรมกรสากล” จากผลพวงในการต่อสู้ของกรรมชีพในประเทศต่างๆดังกล่าวมาแล้ว ได้ส่งผลให้คนงานทั่วโลกได้รับสิทธิในระบบสามแปด รวมถึงพี่น้องกรรมกรในประเทศไทยและนี่คือที่มาของคำกล่าวที่ว่า “ชนชั้นกรรมชีพทั้งผอง คือพี่น้องกัน”

เช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาองค์กรแรงงานต่างๆ ได้มีการจัดกิจกรรมขึ้นเป็นประจำในวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี และมีการยื่นข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลเป็นประจำทุกปีอันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา ซึ่งมีรูปแบบการจัดงานและรูปแบบของกิจกรรมที่หลากหลายกันออกไป โดยวันกรรมกรสากล ปี 2552 นี้ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ในฐานะองค์กรแรงงานหลักซึ่งมีองค์กรสมาชิกเป็นกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ  สหภาพแรงงาน  สหพันธ์แรงงาน  กลุ่มสหภาพแรงงานย่านอุตสาหกรรม องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานต่างๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 70 องค์กร ได้เสนอข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากล ประจำปี 2552 ต่อนายกรัฐมนตรี โดยข้อเรียกร้องหลักประกอบด้วย
1. การแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อคนงาน จากสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้น
 1.1. ให้กระทรวงแรงงานตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสถานประกอบการที่มีปัญหา
 1.2. กระทรวงแรงงานต้องตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือจ่ายเงินชดเชยแก่คนงานที่ไม่ได้รับค่าชดเชย
2. ให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ ฉบับเดียว (ฉบับขบวนการแรงงาน)
3. ให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ฉบับบูรณาการร่วมของผู้ใช้แรงงาน)
4. รัฐบาลต้องยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยให้รัฐบาลมีนโยบายในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีศักยภาพพร้อมในการให้บริการแก่ประชาชน
5. รัฐต้องรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98
6. ประกันสังคม ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม มีความโปร่งใส มีส่วนร่วมของผู้ประกันตน และขยายการคุ้มครองไปสู่แรงงานนอกระบบ
7. ให้รัฐตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงให้แก่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่จะได้รับผลกระทบจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของแต่ละกองทุน
 
นอกจากนี้ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ขอติดตามข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นเสนอติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง ที่ถือว่าเป็นประเด็นสืบเนื่องในการคุ้มครองสิทธิแรงงานอันประกอบด้วย
1. กรณีค่าจ้างที่เป็นธรรม 
2. ประเด็นการคุ้มครองสิทธิแรงงาน
3. การคุ้มครองแรงงานนอกระบบ
4. การคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ
5. ประเด็นสุขภาพของแรงงานข้ามชาติ
 5.1. ประเด็นสุขภาพโดยรวม
 5.2. ประเด็นเอชไอวี/เอดส์
6. การคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ “ผู้ติดเชื้อต้องมีสิทธิทำงานได้”