Thai / English

“โชติช่วงชัชวาล” เป็นวลีที่โด่งดังและยังคงไม่ลืมเลือนสำหรับผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป เมื่อมีการพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นครั้งแรก การค้นพบก๊าซธรรมชาติในครั้งนั้นทำให้รัฐมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง ภาคตะวันออกให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ โดยพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมต้นน้ำและ อุตสาหกรรมหนักซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีด้วย เพื่อที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศเข้ามาเพื่อ พัฒนาบ้านเมืองในยุคนั้น ด้วยเหตุนี้ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง จึงได้ถูกกำหนดขึ้นมาด้วยเพราะเหตุที่ว่าเป็นพื้นที่นี้มีความเหมาะสมในด้าน ภูมิประเทศ ศักยภาพรวมถึงระยะทางจากแหล่งก๊าซธรรมชาติถึงชายฝั่งที่ใกล้และสะดวก

 

ในยุคแรกประมาณปี พศ. 2530 ที่มีการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดนั้น มีโรงงานอุตสาหกรรมหนัก 4 บริษัทเท่านั้นที่เข้าไปก่อตั้ง บริษัทที่สำคัญในขณะนั้นก็คือ บริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดการเกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภคและผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ หมายถึงการผลิตน้ำ ไฟฟ้า ไอน้ำและสารตั้งต้นที่ได้จากผลพวงของก๊าซธรรมชาติ เพื่อเป็นวัตถุดิบและจำหน่ายให้แก่โรงงานที่ผลิตสินค้าปลายน้ำในด้านอุตสาห กรรมปิโตรเคมี ที่อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมาบตาพุด

จากที่ได้ก่อตั้งนิคมฯ ในพื้นที่ข้างต้นทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดระยองที่อิงอยู่กับการท่องเที่ยว และผลผลิตทางการเกษตรได้เจริญเติบโตขึ้นมากกว่าเก่าหลายเท่าตัว รวมถึงมีคนจากต่างถิ่นเข้ามาทำงานมากมาย ทำให้เกิดการใช้จ่ายและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงภาษีท้องถิ่นที่สามารถเก็บได้จากโรงงานต่างๆ สำหรับการจ้างงานนั้น นักศึกษาวิศวกรจบใหม่หรือช่างฝีมือต่างๆ ก็นิยมไปทำงานกันที่นั่น เนื่องจากเงินเดือนสูงมาก สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดเสียอีก นอกจากเงินเดือนจะสูงแล้วยังมีค่าตอบแทนอื่นๆ อีกเช่น ค่าเสี่ยงภัย เบี้ยกันดาร เงินช่วยค่าเช่าบ้านและเงินค่าช่วยค่าขนย้ายที่พัก ซึ่งเงินส่วนนี้ก็มีมูลค่าสูงมากเช่นกัน ยกตัวอย่างสมัยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน วิศวกรจบใหม่ไม่มีประสบการณ์เงินเดือนเริ่มต้นที่ประมาณ 18,000-20,000 บาท นี่ยังไม่รวมค่าตอบแทนอื่นๆ อีก 6,000-8,000 บาท เมื่อถึงเวลารับโบนัส ก็ได้รับกันคนละ 5-6 เท่าของเงินเดือน จากรายรับที่สูงนี่เองจังหวัดระยองจึงเป็นศูนย์รวมของนักวิศวกรรมและช่าง ฝีมือรวมทั้งแรงงานไร้ฝีมือที่มากที่สุดของประเทศ ความเจริญทางด้านวัตถุนิยมก็ได้ถูกสร้างขึ้นมารองรับเศรษฐกิจที่เจริญเติบโต นี้อย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยามค่ำคืน บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้าฯลฯ เมื่อมีข้อดีก็ย่อมที่จะมีข้อด้อยเนื่องจากการที่คนที่มาจากทุกสารทิศ ร้อยพ่อพันแม่มาอยู่รวมกันทำให้เกิดความสับสนทางสังคมเนื่องจากบุคคลเหล่า นี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคนจังหวัดระยอง วันจันทร์มาทำงาน วันเสาร์-อาทิตย์ก็กลับบ้าน ความรักถิ่น ความผูกพันธ์กับถิ่นที่ทำมาหากินจึงไม่ลึกซึ้งเท่าชาวระยองซึ่งเป็นเจ้าของ บ้าน

ในส่วนของพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรมนั้น สมัยก่อนอยู่ไกลจากชุมชนและผู้คนมาก บริเวณรอบๆ นิคมฯ ก็ยังเป็นพื้นที่ป่า ดังนั้นพื้นที่รอบๆ โรงงานจึงเป็นเขต Buffer Zone ในการป้องกันมลพิษที่จะส่งผลกระทบกับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อมีโรงงานเข้ามาตั้งกันเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ก่อสร้างโรงงานก็ได้ขยายออกไปในขณะที่พื้นที่ของนิคมยังคงเท่าเดิม ทำให้ Buffer Zone หรือพื้นที่ป่านั้นเหลือน้อยลงและไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ของมันได้อย่างมี ประสิทธิภาพดั่งสมัยก่อน อีกประการหนึ่งก็คือการขยายตัวของชุมชนรอบๆ นิคมอุตสาหกรรมที่เข้ามาประชิดติดตัวนิคมฯ สาเหตุก็เพราะความต้องการที่จะเข้ามาค้าขายกับโรงงานนั่นเอง นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้มลพิษจากโรงงานส่งผลกระทบต่อผู้คนในบริเวณ นั้นอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้
 

ถ้าถามว่ามลพิษที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของประชาชนในเขตพื้นที่เป็น จริงหรือไม่และอย่างไร ก็จะได้คำตอบจากคนในพื้นที่ว่าจริง เพราะสารเคมีที่ใช้ในโรงงานแต่ละโรงงานนั้นล้วนก่อให้เกิดอันตรายจนถึงชีวิต ตัวอย่างเช่นสาร VCM ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต PVC แม้ว่า Final Product คือ PVC นั้นจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ VCM นั้นเป็นสารก่อมะเร็งตับเลยทีเดียว สารนี้มีกลิ่นหอม หวาน แต่ผลกระทบต่อสุขภาพไม่หอมหวานเหมือนกลิ่น หรือจะเป็น HCL ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อน ถ้าหายใจเอาละอองฟูมของมันเข้าไป ก็จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ แต่อย่างไรก็ตามโรงงานต่างๆ ก็ได้มีการป้องกันมลพิษเหล่านี้แพร่สู่ชุมชนอยู่แล้วเนื่องจากระบบ ป้องกันต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกออกแบบไว้และมูลค่าลงทุนค่อนข้างสูง

ถ้าถามต่อว่าก็ในเมื่อมีระบบป้องกันต่างๆ อยู่แล้วทำไมชาวบ้านจึงได้รับผลกระทบอีก คำตอบก็คือเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ผู้ควบคุม  ถ้าว่ากันตามหลักของวิศวกรรมแล้วระบบป้องกันอาจจะ 100% แต่ผู้ควบคุมอาจจะผิดพลาดได้ ความเผลอเรอ ความประมาท ก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ ต่างๆ ได้ อย่างเช่นกรณีท่อส่งสารเคมีรั่วหรือถังเก็บสารเคมีระเบิด ทำให้พนักงานโรงงานและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบต้องเข้าโรงพยาบาลกันเป็นทิว แถว นี่ก็เพราะความผิดพลาดของมนุษย์ผู้ควบคุมทั้งสิ้น คุณภาพของอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบป้องกันก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ผู้ ควบคุม เนื่องจากอุปกรณ์นี้เป็นส่วนสำคัญที่จะยับยั้งการเกิดอุบัติภัยได้ บางโรงงานใช้อุปกรณ์ที่ราคาถูกไม่มีคุณภาพ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุที่คาดไม่ถึงขึ้นมาการยับยั้งภัยก็จะไม่มีประสิทธิผลเท่า ที่ควร ซึ่งความน่ากลัวก็คือโรงงานในนิคมฯ นั้น ต่างก็มีสารเคมีที่ติดไฟกันเกือบทุกโรงงาน สารเคมีบางชนิดเมื่อรั่วไหลสู่บรรยากาศปกติก็ยังสามารถลุกติดไฟได้ด้วยตัว ของมันเองดังนั้นจึงต้องเก็บไว้ในถังต้านแรงดันและต้องฉีดน้ำเลี้ยงเอาไว้ เพื่อให้อุณหภูมิของถังและสารเคมีต่ำกว่าอุณหภูมิปกติตลอดเวลา ลองคิดดูว่าเมื่อโรงงานหนึ่งเกิดอุบัติภัยสารเคมีติดไฟและลุกไหม้ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดับไฟได้ทันเวลา โรงงานข้างเคียงจะเป็นอย่างไร? เคยมีผู้รู้เล่าให้ฟังว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่เกิดไฟลุกไหม้ในโรงงานแล้วไม่สามารถดับไฟได้ มาบตาพุดจะเหมือนระเบิดเคมีที่ลามไปทั่วทั้งนิคมฯ และจะส่งผลกระทบต่ออำเภอบ้านฉางและตัวเมืองระยองด้วย

ที่เขียนมาข้างต้น เป็นระบบป้องกันอุบัติภัยอันเกิดจากการคาดไม่ถึง นอกจากระบบนี้แล้วยังมีระบบป้องกันอีกระบบหนึ่ง เรียกว่าระบบป้องกันมลพิษที่เกิดจากการผลิต ซึ่งจะเป็นพวกอากาศเสีย น้ำเสียและขยะอันตราย

 

ถ้าท่านผู้อ่านมีโอกาสผ่านไปแถวๆ มาบตาพุด อาจจะสังเกตุเห็นปล่องสูงๆ ตามโรงงานต่างๆ และที่ปล่องเหล่านี้ก็จะมีไฟลุกที่ปากปล่อง นั่นแสดงว่าโรงงานนั้นๆ กำลังกำจัดอากาศเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต ซึ่งการที่จะกำจัดอากาศเสียได้นั้นต้องใช้ความร้อนถึง 1000 องศาเซลเซียส ถึงจะทำให้โมเลกุลของอากาศเสียแตกตัวได้ แต่ถ้าเห็นเป็นควันสีขาวหรือสีดำลอยออกจากปล่อง นั่นก็แสดงว่าการกำจัดอากาศเสียไม่สมบูรณ์หรือมีการปล่อยอากาศเสียสู่ภายนอก โดยไม่มีการกำจัด ซึ่งจะส่งผลกระทบกับสุขภาพของประชาชน โดยส่วนใหญ่แล้วโรงงานที่ไม่มีธรรมาภิบาลก็จะแอบปล่อยอากาศเสียกันช่วงที่ ไม่มีเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานหรือกรมควบคุมมลพิษมาตรวจ ช่วงที่นิยมแอบปล่อยอากาศเสียกันอีกช่วงหนึ่งก็คือวันที่อากาศปิด ลมสงบ ท้องฟ้ามึนทึม ช่วงนี้ก็จะแอบปล่อยกันมาก เมื่อไม่มีลมพัดอากาศเสีย ชาวชุมชนที่อยู่ไกลออกไปก็จะไม่ได้รับผลกระทบนี้ แต่ชุมชนใกล้ๆ ที่อยู่ติดกับนิคมอุตสาหกรรมรับไปเต็มๆ

ทีนี้มาพูดถึงน้ำเสีย โรงงานในนิคมฯ นั้นบางโรงงานก็มีระบบบริหารงานแบบธรรมาภิบาลเพื่อภาพพจน์ของตนเอง บางโรงงานก็ไม่มีเอาเสียเลย โรงงานที่มีชื่อเสียงก็จะมีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีมาตรฐาน การปล่อยน้ำเสียออกจากโรงงานก็จะได้ค่ามาตรฐานตามที่กฏหมายกำหนด ส่วนโรงงานไหนที่ไม่มีมาตรฐานก็จะปล่อยน้ำเสียที่มีค่าพารามิเตอร์ต่างๆ เกินจากกฏหมายกำหนด ทั้งน้ำเสียที่ถูกบำบัดแล้วและที่แอบปล่อยนี้จะไหลลงสู่ลำคลองหรือที่ชื่อ ว่าคลองตากวน ดังนั้นจึงสามารถเรียกได้ว่าคลองตากวนนี้เป็นแหล่งรวมน้ำที่อันตรายที่สุดใน ประเทศไทย หลังจากนั้นน้ำจากคลองตา กวนก็จะไหลลงสู่ทะเลต่อไป ส่งผลให้กุ้ง หอย ปู ปลา ในแถบมาบตาพุด รวมถึงระยองด้วย (ที่ตั้งของ IRPC) สะสมพิษของสารเคมีพวกนี้เอาไว้ ถ้าสัตว์น้ำเหล่านี้ไม่ตายด้วยพิษจากสารเคมีก็จะถูกมนุษย์หรือชาวประมงพื้น บ้านจับมาขาย ก็ลองนึกภาพดูก็แล้วกันว่า ห่วงโซ่อาหารขั้นรองสุดท้ายคือมนุษย์รับประทานเข้าไปจะเป็นอย่างไร

ต่อมาก็ถึงคิวของขยะอันตราย ขยะที่มีการปนเปื้อนของสารเคมีหรือตะกอนเคมีจากระบบบำบัดน้ำเสียถือว่าเป็น ขยะอันตราย โรงงานจะต้องส่งขยะเหล่านี้ไปกำจัดด้วยวิธีพิเศษคือถ้าไม่เผาก็ต้องฝังกลบ ค่าใช้จ่ายในการเผาและฝังกลบนี้ก็เป็นต้นทุนหนึ่งของโรงงาน หน่วยงานเอกชนที่รับกำจัดขยะพวกนี้มีหลายรายและมีการแข่งขันด้านราคากัน เอกชนบางรายจะเสนอค่ากำจัดด้วยราคาที่ต่ำกว่าเพื่อให้โรงงานสนใจเรียกใช้ บริการของตนเอง เป็นการตัดราคาคู่แข่งไปในตัว ผลก็คือเมื่อราคาต่ำ เอกชนรายนั้นก็จะไม่นำไปกำจัด แต่จะนำไปแอบทิ้งตามพื้นที่ของชาวบ้านแถบนั้น ไม่ว่าจะเป็นแถวๆ ป่าใกล้เคียง ไร่มันของชาวบ้าน หรือที่รกร้างของทางราชการ ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือดินบริเวณนั้นจะปนเปื้อนสารเคมี และเมื่อเวลาฝนตก น้ำฝนจะพาสารเคมีเหล่านี้ลงไปในชั้นน้ำบาดาล ทำให้มีการร้องเรียนของชาวบ้านเสมอ  จะว่าไปแล้วธุรกิจรับกำจัดขยะอันตรายนั้นเป็นธุรกิจที่มีอิทธิพลเข้ามา เกี่ยวข้องดังนั้นเวลาที่ชาวบ้านร้องเรียน ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็มักจะหาตัวผู้ที่แอบนำมาทิ้งไม่ได้สักที มีข่าวซุบซิบกันว่ามีบริษัทหนึ่งผูกขาดการบริการนี้ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตา พุด ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ชื่อดังก็แอบนำกากขยะอันตรายพวกนี้ไปทิ้งเหมือนกัน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนนั้น ไม่ใช่จะเกิดกับชาวบ้านเพียงฝ่ายเดียว แม้กระทั่งพนักงานในโรงงานต่างๆ ก็ยังได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เพราะพนักงานโรงงานจะอาศัยอยู่ในตัวเมืองระยอง มาบตาพุด และบ้านฉางซึ่งห่างจากนิคมมาบตาพุด ไม่เกิน 20 กิโลเมตร ได้รับทั้งฝุ่นสารเคมี ทั้งกลิ่น โดยเพราะที่ระยองต้องรับศึก 2 ด้าน ทั้งมลพิษที่เกิดจากมาบตาพุดเอง และมลพิษที่เกิดจากพื้นที่เมืองระยอง ซึ่งก็คือโรงงาน IRPC หรือ TPI เดิม แต่พนักงานโรงงานส่วนใหญ่จะมีประกันสุขภาพ  เป็นอะไรก็รักษาที่โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงได้ฟรี อีกทั้งมีการตรวจสุขภาพทุกปี จะได้รู้ตัวก่อนและรักษาทัน ผิดกับชาวบ้านที่ใช้บัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งได้รับการรักษาที่ค่อนข้างไม่ดีเท่าที่ควร และชาวบ้านเหล่านี้ไมได้ตรวจสุขภาพกว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว

 

ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยอีกว่าถ้าทุกโรงงานมีระบบป้องกันภัยที่ดี มีการปล่อยน้ำเสีย อากาศเสียตามมาตรฐานของกฏหมาย ปัญหาผลกระทบจากมลพิษคงไม่น่าจะเกิด ท่านผู้อ่านคิดถูกแล้วแต่ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะถึงแม้ว่าทุกโรงงานจะปล่อยของเสียออกมาตามค่าที่กำหนดไว้ แต่ผลของการสะสมพิษในพื้นที่ยังมีอยู่ เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ในการรองรับมลพิษนั่นเอง ซึ่งผู้เขียนมั่นใจว่ายังไม่มีผู้ศึกษาหรือทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่าง จริงจัง

ก็น่าเห็นใจชาวบ้านที่รับผลกระทบจากมลพิษนี้ แต่จะทำอย่างไรได้เพราะความเจริญเติบโตของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดไม่ได้ ถูกวางแผนไว้ตั้งแต่สมัยก่อนอาจจะเป็นเพราะหน่วยงานของรัฐขาดความรู้และความ ต้อง การของประชาชนในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่เข้มข้นเหมือนปัจจุบันนี้ อีกทั้งการต่อต้านโครงการเมื่อสมัยก่อนยังไม่มี ดังนั้นนิคมฯ แห่งนี้จึงเติบโตแบบไร้ทิศทางและทำให้เกิดผลกระทบอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
 

มีคนที่มีความรู้บางคนถามผู้เขียนว่า “ควรจะปิดโรงงานหรือควรจะย้ายชาวบ้านดี” คำตอบก็คือ “ไม่ ว่าจะย้ายใครก็เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่เหมาะสม เพราะถ้าจะให้ปิดโรงงานคงจะยุ่งกันใหญ่เพราะโรงงานหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า พันล้าน หมื่นล้าน และถ้าจะให้ย้ายชาวบ้านก็คงจะยุ่งอีกเหมือนกันเพราะชาวบ้านทุกคนเขารักถิ่น เกิดและที่ดินของตัวเองทั้งนั้น” จากข้อจำกัดที่กล่าวมานี้เป็นสาเหตุให้การแก้ปัญหาดังกล่าวยังไม่มีจุดสิ้น สุด ถึงแม้ว่าจะมี NGO หลายองค์กรเข้ามาช่วยดูแลแต่ดูเหมือนว่าจะไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมมากนักเนื่อง จาก NGO เหล่านั้นแสดงบทบาทผิดหน้าที่มาตั้งแต่ต้น แทนที่จะช่วยหาจุดที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาให้โรงงานกับชาวบ้านอยู่ร่วมกัน ได้แบบ WIN-WIN หรือสมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่กลับไปเป็นหัวขบวนหรือเป็นผู้นำชาวบ้านประท้วงเสียเอง นอกจากจะไม่ได้อะไรแล้วยังทำให้กระบวนการเจรจาระหว่างชาวบ้านกับโรงงานไม่มี จุดจบ สำหรับการที่จะปรับเปลี่ยนให้นิคมฯ แห่งนี้ให้เป็นไปตามความต้องการของบางกลุ่มแบบหน้ามือเป็นหลังมือก็เป็นไป ได้ยากเพราะระบบของนิคมได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลานานแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็คือหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องรีบดำเนินการหาวิธีแก้ไขสถานะ การณ์ รวมถึงจัดระบบ ZONING ซึ่งหมายถึงหยุดการขยายกำลังการผลิตของโรงงานในนิคมฯ และหยุดการสนับสนุนการสร้างโรงงานใหม่ๆ จนกว่าจะแก้ไขปัญหา และจัดทำแผนรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสำเร็จ อีกทั้งต้องเข้มงวดกับของเสียที่ออกมาจากโรงงานสู่สิ่งแวดล้อมรวมถึงการตรวจ สอบ ระบบป้องกันอุบัติภัยอย่างเข้มข้นเพื่อปัองกันสิ่งที่คาดไม่ถึงที่จะทำให้ สารเคมีรั่วไหลออกสู่ชุมชน

ในเมื่อเศรษฐกิจของชาติก็ต้องเดินไปข้างหน้า สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ต้องคำนึงถึง องค์กรอิสระทางด้านสิ่งแวดล้อมหรือ กอสส. ที่รัฐตั้งขึ้นมาซึ่งมีตัวแทนอันทรงภูมิรู้ของหลายหน่วยงานเข้ามาทำหน้าที่ นี่แหละเหมาะสมที่สุดแล้วที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและหาทางออกให้กับทั้ง สองฝ่าย พวก NGO ต่างๆ ควรยุติบทบาทเป็นหัวขบวนนำประท้วงแล้วควรช่วยกันหาทางออกให้กับทั้งสองฝ่าย อีกทั้งรัฐควรฟังคำเสนอแนะขององค์กรนี้และปฏิบัติตามอย่างจริงใจ ไม่ใช่เสนออะไรก็เลี่ยงออกไปดังที่ปรับธุรกิจ 18 กิจการร้ายแรงที่ กอสส. เสนอเหลือ 14 กิจการเท่านั้น

แต่สิ่งที่รัฐควรจะตระหนักถึงถ้ามี โครงการพัฒนาใหม่ๆ ที่เสี่ยงต่อการทำลายสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบต่อสุขภาพของ ประชาชน ก็ควรจะใช้ SEA ในการประเมินโครงการ และทางเลือกของโครงการก่อนตัดสินใจนะครับท่านนายกฯ