Thai / English

งานนี้ถือว่ารัฐบาลยิงปืนนัดเดียวได้ทั้งการแก้ปัญหาม็อบแดงให้ยุติความร้อนแรงลง และยังนำไปสู่ยุทธการสู้ศึก “เลือกตั้งใหม่” ในต้นปีหน้า  

 

ถือว่ารับลูกกันเป็นทอดๆ ... ยิ่งกว่ากองกลางทีมชาติเยอรมนีในนัดชนกับอาร์เจนตินาในศึกบอลโลกเสียอีก

เมื่อ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ออกมาบอกเมื่อสองสัปดาห์ก่อนว่ารัฐบาลกำลังพิจารณา “ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ” ทั้งประเทศ

หลังเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเดือน พ.ค. รัฐบาลถูกโจมตีอย่างหนักว่าไม่เห็นหัวคนมีรายได้น้อย จนนำไปสู่แผนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งระบบ

จากนั้นกลไกการปรับขึ้นค่าจ้างได้เข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ถือเป็นองค์กรที่ทำงานคู่ขนานกับรัฐบาลมาทุกยุคสมัย

โดยล่าสุด กกร. ซึ่งกอปรไปด้วยเจ้าของกิจการทุกแขนงทั่วประเทศ ประกาศพร้อมใจขึ้นค่าจ้าง 5-10% ให้แรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งมีสัดส่วน 70% ของแรงงานภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบที่มีกว่า 30 ล้านคน

หนึ่งในเหตุผลของการขึ้นค่าแรงของ กกร.ครั้งนี้ คือ “เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม”

ลดแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา หลังถูกตราหน้าว่าเป็นนายทุนขูดเลือดขูดเนื้อมานาน

เบื้องลึกของกระบวนการปรับขึ้นค่าแรงครั้งนี้ เกิดขึ้นจาก “วอร์รูม” ของทีมที่ปรึกษาของ รมว.คลัง ชำแหละพบว่าในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียน โรงงาน ธุรกิจอุตสาหกรรมและบริการ “ฟันกำไร” จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ในอัตราสูงกว่า 5-10% เกือบทุกปี

อีกทั้งยังมีการเรียกข้อมูลจากกรมสรรพากรมาตรวจสอบปึกใหญ่ พบว่าอัตราการจ่ายภาษีของบริษัทเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกปีตามรายได้ที่สูงขึ้น

ขณะที่อัตราการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำกลับขยับไม่ถึง 5% ต่อปีด้วยซ้ำ แสดงว่านายจ้างมีการกดค่าแรงเอาไว้ไม่ให้สูงขึ้นตามผลประกอบการที่แท้จริง

โดยขณะนี้กุนซือของ รมว.คลัง กำลังขะมักเขม้น เพื่อผลักดันเรื่องนี้ให้นายกรณ์นำไปชี้แจงต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและกระทรวงแรงงาน

ถ้าบรรดาเจ้าของกิจการหรือสมาคมการค้าต่างๆ เห็นการชำแหละข้อมูลนี้แล้วจะต้อง “สะอึก” จะเห็นด้วยก็ไม่เต็มปาก จะคัดค้านก็ไม่เต็มคำ

ย้อนกลับไปดูมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ประกาศอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำประจำปี 2553 ซึ่งมีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา

ได้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจำนวน 71 จังหวัด อัตรา 1-8 บาท และมี 5 จังหวัดที่ไม่ได้ปรับค่าจ้างแรงงาน

ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำใน กทม. เฉลี่ยอยู่ที่ 206 บาท เพิ่มขึ้นประมาณ 1.47%

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปีนี้คาดว่าจะสูงถึง 3-5%

และหากเปรียบเทียบย้อนกลับไป 10 ปี จะพบว่าอัตราค่าแรงงานขั้นต่ำของไทยเพิ่มขึ้นเพียง 44 บาทต่อวัน หรือจาก 162 บาทต่อวัน เมื่อปี 2543 มาเป็น 206 ต่อวันในปี 2553

เมื่อเทียบกับราคาค่าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภคในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขยับราคาขึ้นไป 50% ตามต้นทุนการผลิตสินค้า และราคาน้ำมันที่วิ่งสูงลิบลิ่ว

อย่างก๋วยเตี๋ยวเพิ่มจากชามละ 15-20 บาท พุ่งเป็น 30 บาท สูงขึ้นถึง 50% ค่ารถเมล์เพิ่มจาก 3.50-5 บาท เป็น 7-10 บาท สูงขึ้นกว่า 50% เป็นต้น

แสดงว่ามูลค่าเงินในมือของแรงงานชนชั้นกรรมาชีพ แบกหาม หาเช้ากินค่ำ ไม่ได้สูงทัดเทียมหรือเท่าๆ กับค่าครองชีพ

ผลการศึกษาของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุชัดว่า คนไทยที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 8,000 บาท จะชักหน้าไม่ถึงหลัง

เมื่อไหร่ที่ราคาอาหารและพลังงานเร่งตัวขึ้นเหมือนเมื่อปี 2551-2552 จะส่งผลให้ค่าครองชีพของครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ธปท.นำตัวอย่างครัวเรือนที่ยากจนที่สุดในประเทศมาศึกษา พบว่าในช่วงที่ค่าครองชีพพุ่งขึ้นอย่างร้อนฉ่า คนจนจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 226 บาทต่อเดือน แยกเป็นรายจ่ายด้านอาหาร 143 บาท และด้านพลังงานเพิ่มขึ้น 83 บาท

แต่เมื่อเปรียบเทียบการขึ้นค่าแรงงาน เช่น ในเขตปริมณฑลได้ค่าแรงงานเพิ่มขึ้น 3 บาทต่อวัน หรือ 90 บาทต่อเดือนเท่านั้น

หมายความว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มชนชั้นล่างเหล่านี้จะไม่พอกับรายจ่ายที่สูงขึ้นมากกว่ามาก

ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ ค่าใช้จ่าย ภาวะหนี้สินและทรัพย์สินของครัวเรือน พบว่า รายได้ครัวเรือน ปี 2552 ทั้งประเทศ เฉลี่ยเดือนละ 21,135 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 16,225 บาท

ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ 33.5% เป็นรายจ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่ม รองลงมาเป็นค่าที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ภายในบ้าน 20.5% ใช้เกี่ยวกับการเดินทางและยานพาหนะ 17.5%

ด้านหนี้สิน พบว่า ครัวเรือนมีหนี้สิน 61.8% ของทั้งประเทศ โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 133,293 บาทต่อครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นหนี้ค่าซื้อบ้าน ที่ดิน ที่เหลือเป็นหนี้อุปโภคบริโภคและการศึกษา

ด้านนายพิริยะ ผลพิรุฬห์ อาจารย์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริการศาสตร์ (นิด้า) สรุปไว้ในบทวิจัยเรื่องความยุติธรรมในการจัดสรรผลตอบแทนค่าจ้าง สมเหตุสมผลอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่

พบว่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 132% หรือจาก 32,780 บาทต่อคน เป็น 76,063 บาทต่อคน

ในขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 95% เท่านั้น หรือจาก 27,135 บาทต่อคน เป็น 53,130 บาทต่อคน

เท่ากับว่าคนไทยได้รับค่าจ้างต่ำกว่าความเก่งหรือผลิตภาพของตนเองอยู่ประมาณ 43%

หลังจากนี้จึงต้องหันกลับมามองกลไกการปรับขึ้นค่าแรงของภาครัฐว่าเหตุใดจึง “อืดอาดล่าช้า” แก้ปัญหาชนชั้นกรรมาชีพไม่ได้ จนนำไปสู่เหตุผลในการสร้างความวุ่นวายทางการเมือง

เมื่อหันมามององค์ประกอบคณะกรรมการค่าจ้าง ประกอบด้วย 3 ฝ่าย คือ ตัวแทนรัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง

แต่ทุกๆ ปี บรรยากาศการประชุมตัวแทนรัฐบาลและลูกจ้างมักจะต้องเผชิญกับแรงกดดันอำนาจการต่อรองของ “นายจ้าง” ที่ดูเหมือนมีพลังอำนาจการต่อรองที่สูงกว่า
ข้ออ้างว่าค่าแรงงานเป็นต้นทุนต้องแบกรับ เป็นตัวบั่นทอนขีดความสามารถการแข่งขันกับต่างประเทศ และหากโรงงานไม่สามารถแข่งขันได้ ในที่สุดต้องปิดกิจการและต้องปลดคนงานออก

ยังถือเป็น “หมัดน็อก” ของนายจ้างต่อการไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรงมาตลอด

แต่ถึงวันนี้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อรัฐบาลและเอกชนสามารถคุยกันรู้เรื่อง และจูนคลื่นตรงกันแล้ว คาดว่าอีก 3 เดือน คงเห็นหน้าเห็นหลังว่าจะปรับค่าจ้างกันเป็นเงินเท่าไหร่

งานนี้ถือว่ารัฐบาลยิงปืนนัดเดียวได้ทั้งการแก้ปัญหาม็อบแดงให้ยุติความร้อนแรงลง และยังนำไปสู่ยุทธการสู้ศึก “เลือกตั้งใหม่” ในต้นปีหน้า